2026.09.30 สวทช. - วว. หนุน พพ. ศึกษาแนวทางผลิต SAF จากเอทานอลไทย สู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

วันที่ 30 กันยายน 2569 ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพฯ

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ของประเทศไทย

โดยรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการนำเอทานอลมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ระดับเชิงพาณิชย์ ให้แก่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน (พน.) ผ่านการดำเนินงานของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. และศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม วว.

โครงการดังกล่าวมุ่งศึกษาความเป็นไปได้อย่างรอบด้าน ตั้งแต่ศักยภาพของเอทานอล การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิต ความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการส่งเสริม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม SAF ของประเทศไทยในอนาคต โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวรายงานการดำเนินงานโครงการ และ ดร.อภิรดี ธรรมมโนมัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวเปิดงาน

ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า ENTEC ได้รับความไว้วางใจจาก พพ. ให้เป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาแนวทางการนำเอทานอลมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต SAF ระดับเชิงพาณิชย์ โดยการศึกษาครอบคลุมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม SAF ของประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินระดับสากล

ทั้งนี้ ดร.สมบุญ ยังกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างคณะที่ปรึกษากับคณะทำงานของ พพ. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการค้าน้ำมันและเอทานอล และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และจัดทำผลการศึกษาให้มีความครบถ้วนรอบด้าน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางและมาตรการส่งเสริมที่เหมาะสมต่อไป

ด้าน ดร.อภิรดี ธรรมมโนมัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า ภาคการบินทั่วโลกกำลังเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย SAF เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคการบินไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเอทานอลที่สามารถต่อยอดไปสู่การผลิต SAF ด้วยเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานจากเอทานอล (Ethanol-to-Jet: EtJ) เป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.อภิรดี ยังกล่าวถึงความสำคัญของโครงการศึกษาครั้งนี้ว่า พพ. มุ่งศึกษาทั้งแนวทางการส่งเสริมการนำเอทานอลมาผลิตเป็น SAF ในระดับเชิงพาณิชย์ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต ตลอดจนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยรวบรวมข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง

หนึ่งในประเด็นสำคัญของโครงการ คือการศึกษาศักยภาพของเอทานอลผ่านแนวทางการผลิตเชื้อเพลิงการบิน Ethanol-to-Jet (EtJ) โดยพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำเอทานอลมาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิต SAF ในระดับเชิงพาณิชย์ ซึ่งเชื่อมโยงกับศักยภาพด้านวัตถุดิบทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเอทานอลของประเทศไทย

ภายในงานสัมมนา มีการนำเสนอผลการศึกษาในหัวข้อ “ทิศทางเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนของประเทศไทย: ศักยภาพเอทานอลผ่านแนวทางการผลิตเชื้อเพลิงการบิน (Ethanol-to-Jet Pathway)” รวมถึงผลการวิเคราะห์ด้านเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของการนำเอทานอลมาผลิต SAF ระดับเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เห็นถึงโอกาสและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างรอบด้าน

อีกประเด็นสำคัญของการศึกษาคือ การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) เพื่อให้การพัฒนา SAF พิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงการนำไปใช้งาน ควบคู่กับการประเมินความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยให้การพัฒนา SAF สามารถพิจารณาได้อย่างครบถ้วนมากกว่าการมองเพียงความสามารถในการผลิตเชื้อเพลิง แต่ต้องพิจารณาถึงศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ในการพัฒนาไปสู่ระดับเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์หลักของโครงการ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การใช้ SAF ที่ผลิตจากเอทานอลของประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงได้มากกว่าร้อยละ 50 และสูงสุดมากกว่าร้อยละ 65 ในกรณีการผลิตจากกากน้ำตาลที่เป็นผลพลอยได้จากผลผลิตการเกษตรของประเทศ

สวทช. โดย ENTEC และ MTEC ร่วมกับ วว. เชื่อมโยงองค์ความรู้วิจัยสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งโครงการดังกล่าวมี ดร.นุวงศ์ ชลคุป รักษาการรองผู้อำนวยการ ENTEC เป็นหัวหน้าโครงการ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC ดร.เสกสรร พาป้อง หัวหน้าทีมวิจัยการประเมินความยั่งยืน เศรษฐกิจและสังคม สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) MTEC ร่วมกับ ดร.สุทธิ์กมล สุทธิกุล และนายกิตติ อรสูญ นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

มีบทบาทในการนำเสนอ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการเพื่อสนับสนุนการนำเอทานอลมาผลิตเป็น SAF รวมถึงร่วมสรุปผลการสัมมนา ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงผลการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่แนวทางการสนับสนุนในระดับประเทศ ซึ่งการดำเนินโครงการได้รับความร่วมมือจากคณะทำงานของ พพ. รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการค้าน้ำมันและเอทานอล ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถูกนำมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อให้ผลการศึกษามีความครบถ้วนและสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย

นอกจากนี้ งานสัมมนายังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบและแนวทางการส่งเสริมการนำเอทานอลมาผลิตเป็น SAF ในอนาคต โดยความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ จะเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางและมาตรการส่งเสริมต่อไป โครงการนี้สะท้อนการทำงานด้านวิจัยและเทคโนโลยีพลังงานที่เชื่อมโยงตั้งแต่ การประเมินศักยภาพทางเทคโนโลยี การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปใช้ประกอบการพัฒนาประเทศ

ผลการศึกษาของโครงการจึงเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพิจารณาแนวทางและมาตรการส่งเสริมการนำเอทานอลมาผลิต SAF ในระดับเชิงพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านวัตถุดิบและอุตสาหกรรมเอทานอล ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการขับเคลื่อนภาคการบินไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต