2026.08.03 ENTEC สวทช. จับมือพันธมิตรไทย–ญี่ปุ่น จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านไฮโดรเจนขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

“ไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาดที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างความร่วมมือระหว่างภาควิจัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการใช้ไฮโดรเจนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเมอร์เคียว สุขุมวิท 24 กรุงเทพมหานคร

ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับพันธมิตรภายในประเทศและประเทศญี่ปุ่น จัดงาน Thailand–Japan Symposium on Hydrogen for Energy Transition: Bilateral Cooperation under the NEXUS Programme เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน ถ่ายทอดมุมมองจากภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมีนักวิจัย นักวิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายเข้าร่วมงานกว่า 100 คน

ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า ไฮโดรเจนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยประเทศไทยและญี่ปุ่นมีศักยภาพที่เกื้อหนุนกัน ทั้งด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนขั้นสูงของญี่ปุ่น และศักยภาพของไทยในการผลิตไฮโดรเจนจากทรัพยากรชีวภาพและการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ENTEC ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะด้านไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง และเชื้อเพลิงชีวภาพ พร้อมผลักดันความร่วมมือภายใต้โครงการ NEXUS ร่วมกับมหาวิทยาลัยคิวชูและพันธมิตร เพื่อเร่งการสร้างองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

นายโทรุ คาจิวาระ อัครราชทูตและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวย้ำว่าความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นจะมีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ญี่ปุ่นได้วางยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดตั้งกองทุน Green Innovation Fund การออกกฎหมายส่งเสริมสังคมไฮโดรเจน และการตั้งเป้าขยายการใช้ไฮโดรเจนเป็นประมาณ 20 ล้านตันภายในปี 2593

เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านนโยบาย การพัฒนาบุคลากร และการวิจัยภายใต้โครงการ NEXUS จะช่วยต่อยอดจุดแข็งของทั้งสองประเทศ และผลักดันเทคโนโลยีไฮโดรเจนสู่การใช้งานจริง พร้อมกันนี้ นายคาจิวาระ ได้กล่าวขอบคุณ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และคณะผู้จัดงานที่ร่วมผลักดันการจัดประชุมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานของไทยและญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือด้านไฮโดรเจนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคต

ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค. หรือ PMU-B) กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการผลักดันการวิจัยและนวัตกรรมด้านไฮโดรเจน เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์จริงและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า ความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนจะเกิดขึ้นได้จากการบูรณาการงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม นโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และกลไกสนับสนุนด้านเงินทุน ซึ่งทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีไฮโดรเจนสามารถใช้งานได้ แต่คือการสร้างจุดแข็งและความได้เปรียบของประเทศ โดยอาศัยศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน ชีวมวล ภาคการเกษตร โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย PMU-B ยืนยันว่าจะเดินหน้าส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ และการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันนวัตกรรมไฮโดรเจนให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่นต่างมีจุดแข็งที่สามารถต่อยอดความร่วมมือซึ่งกันและกัน โดยญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน บุคลากรวิจัย และภาคอุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายจากทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด การจัดงาน Thailand–Japan Symposium on Hydrogen for Energy Transition สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น โดยเกิดจากการผนึกกำลังของ มจธ. ร่วมกับ ENTEC สวทช. สถาบัน I2CNER มหาวิทยาลัยคิวชู และมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (TAST) เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัย และผลักดันนวัตกรรมด้านไฮโดรเจนสู่การใช้ประโยชน์ในอนาคต

Prof. Tatsumi Ishihara จาก Kyushu University กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนว่า ปัจจุบันการลงทุนด้านไฮโดรเจนทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการขยายตัวของโครงการวิจัยและการประยุกต์ใช้งานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการผลิต การกักเก็บ การขนส่ง และการใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไฮโดรเจนกำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลก ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน โดย Kyushu University ได้จัดตั้ง Hydrogen Institute for Sustainability เพื่อบูรณาการงานวิจัยตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การใช้ประโยชน์ ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และพัฒนาเครือข่ายวิจัยระดับโลก เพื่อเร่งผลักดันนวัตกรรมไฮโดรเจนสู่การใช้งานจริงและสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

ทั้งนี้บรรยากาศการสัมมนาเป็นไปอย่างเข้มข้น มีการจัดปาฐกถาพิเศษ การบรรยายรับเชิญ และการแลกเปลี่ยนมุมมองจากภาคอุตสาหกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำเสนอแนวโน้มเทคโนโลยีที่สำคัญ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยและการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ดังนี้

ปาฐกถาพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญ

  • ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) นำเสนอภาพรวมงานวิจัยเทคโนโลยีไฮโดรเจนในประเทศไทย ชูจุดแข็งการนำทรัพยากรชีวภาพและขยะอินทรีย์ที่มีอยู่มาผลิตพลังงานไฮโดรเจน
  • Prof. Tatsumi Ishihara จาก International Institute for Carbon-Neutral Energy Research (I2CNER) นำเสนอความก้าวหน้านวัตกรรมใหม่ในการผลิตไฮโดรเจนสะอาด ซึ่งเป็นพลังงานแห่งอนาคต โดยมุ่งเป้าลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ในราคาที่ถูกลง

การบรรยายรับเชิญ

  • Assoc. Prof. Miki Inada จาก I²CNER มหาวิทยาลัยคิวชู ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอการพัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนของเหลือจากภาคการเกษตร เช่น กากมันสำปะหลังให้เป็นก๊าซไฮโดรเจนสำหรับใช้เป็นพลังงานสะอาดด้วยกระบวนการทางชีวภาพร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสง
  • Assoc. Prof. Motonori Watanabe จาก I²CNER มหาวิทยาลัยคิวชู ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอความก้าวหน้าในการพัฒนาวัสดุรับแสงประเภท “แผ่นบางแบบสองมิติ” ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจนและการผลิตสารเคมีสำคัญอย่างไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

การแลกเปลี่ยนมุมมองจากภาคอุตสาหกรรม

  • ดร.เนรัญ สุวรรณโชติช่วง จากสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย นำเสนอภาพรวมการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนของประเทศไทย ทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม บทบาทของภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนโอกาสในการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดของประเทศ
  • ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดมุมมองด้านไฮโดรเจนจากอุตสาหกรรมโรงกลั่น โดยเน้นว่าความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนเป็นตัวเร่งสำคัญในแนวทางการสร้างระบบนิเวศด้านไฮโดรเจน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม
  • Mr. So Terada จาก Mitsubishi Heavy Industries (MHI) นำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าด้วยไฮโดรเจนและแอมโมเนีย รวมถึงโครงการและนวัตกรรมของ Mitsubishi Heavy Industries ที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาคและระดับโลก2 emissions and supporting the transition to low-carbon energy.

เสวนา: แนวโน้มพลังงานไฮโดรเจนของประเทศไทย

นอกจากนี้ ช่วงท้ายของการสัมมนามีการจัดเสวนาสรุปภาพรวมทิศทางพลังงานไฮโดรเจนของไทยว่า ปัจจุบันประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการวิจัยไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

โดย ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ENTEC สวทช. ระบุว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในระยะสั้นคือการปรับใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีที่มีการใช้ไฮโดรเจนเดิมอยู่แล้ว

ด้าน รศ. ดร.กลยุทธ ปัญญาวุธโธ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ว่าคอขวดสำคัญยังอยู่ที่ต้นทุนอุปกรณ์และระบบกักเก็บที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งการจัดเก็บและขนส่งในรูปสารเคมีอย่างแอมโมเนียถือเป็นโซลูชันที่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยมากที่สุด

ขณะที่ Mr. So Terada (MHI) มุ่งเน้นว่าไฮโดรเจนฟ้า (Blue H2) จะเป็นตัวเชื่อมโยงหลักที่ช่วยให้เกิดการใช้งานขนาดใหญ่ได้เร็ว ส่วนการเผาไหม้ร่วม (Co-firing) สัดส่วน 20% ในก๊าซเทอร์ไบน์ยังคงต้องเร่งแก้ปัญหาความเสถียรของห่วงโซ่อุปทาน

ปิดท้ายด้วย ดร.เนรัญ สุวรรณโชติช่วง (สมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย) ที่ย้ำว่า ภาคเอกชนพร้อมลงทุน แต่ภาครัฐต้องเร่งสร้างความชัดเจนเรื่องเป้าหมายการผสม (Blending Targets) ในแผน PDP รวมถึงออกมาตรการจูงใจทางภาษีและมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีไฮโดรเจนในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

การจัดงานประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ ENTEC ในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทย–ญี่ปุ่น โดยเฉพาะในด้านไฮโดรเจนและเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำอื่น ๆ ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือกับสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ENTEC มุ่งสร้างโอกาสในการดำเนินงานวิจัยร่วม การพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการนำผลงานนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้จริง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว