Somchai Maophai – ENTEC https://www.entec.or.th/th Tue, 24 Mar 2026 15:52:38 +0000 ณ ห้องประชุมชั้น 10, อาคาร Techosen, กระทรวงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (MISTI) กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.entec.or.th/wp-content/uploads/2021/01/cropped-forward-logo-1-32x32.png Somchai Maophai – ENTEC https://www.entec.or.th/th 32 32 2026.03.16 ENTEC, NSTDA and UN Habitat Delegation Visit UNEP Project Scale-Up Initiative https://www.entec.or.th/th/2026-03-16-entec-nstda-and-un-habitat-delegation-visit-unep-project-scale-up-initiative/ Tue, 24 Mar 2026 15:37:13 +0000 https://www.entec.or.th/?p=18966

วันที่ 16 มีนาคม 2569 ณ Oyika Experience Centre กรุงเทพมหานคร

ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. นำโดย ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงานพร้อมด้วยทีมวิจัย และคณะ UN Habitat ได้รับเกียรติจาก บริษัท โอยิกะ (ไทยแลนด์) จำกัด (Oyika (Thailand) Limited) เชิญเข้าร่วมเป็นวิทยากรและผู้มีส่วนร่วมในการเข้าเยี่ยมชม Oyika Experience Centre กรุงเทพมหานคร

Oyika Experience Centre เป็นศูนย์จัดแสดงของ บริษัท โอยิกะ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อแสดงเทคโนโลยีของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 2 ล้อ และ 3 ล้อ ภายในกิจกรรมเยี่ยมชมมีการบรรยายหัวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจักรยานยนต์ไฟฟ้า ดังนี้

  1. Battery Swapping: Oyika ได้พัฒนาแบตเตอรี่ร่วมกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหลายยี่ห้อ ครอบคลุมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าถึง 95% ในตลาด ทำให้สามารถสลับแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  2. OPUS (Oyika Power Up Station): OPUS เปิดตัวสถานีชาร์จที่รองรับทั้งระบบแบตเตอรี่แบบสลับ (Battery Swapping) และการชาร์จตรงแบบรวดเร็ว (Direct Fast Charge) ขนาด 60V และ 72V เพื่อความสะดวกสูงสุดแก่ผู้ใช้งาน
  3. โมเดล BaaS (Battery-as-a-Service): แก้ปัญหาหลัก 3 ด้านของการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ ความวิตกกังวลเรื่องระยะทาง (Range Anxiety) เวลาการชาร์จที่นาน และต้นทุนแบตเตอรี่ที่สูง โดยแบตเตอรี่อาจมีมูลค่าสูงถึงครึ่งหนึ่งของราคารถทั้งคัน การแยกค่าแบตเตอรี่ออกจากราคาซื้อทำให้การเปลี่ยนมาใช้ EV น่าสนใจและจับต้องได้มากขึ้น

ENTEC มุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

 

]]>
PALMGREASE จาระบีชีวภาพจากน้ำมันปาล์มของไทย ทางเลือใหม่ของสารหล่อลื่นเพื่ออุตสาหกรรมที่ยั่งยืน https://www.entec.or.th/th/palmgrease/ Tue, 24 Mar 2026 03:54:57 +0000 https://www.entec.or.th/?p=18937

ในโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่ “สารหล่อลื่น” ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงลดแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของเครื่องจักรเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความยั่งยืนและการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ภายใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ได้รับความสำคัญในระดับโลก อุตสาหกรรมสารหล่อลื่นซึ่งเดิมพึ่งพาวัตถุดิบจากทรัพยากรฟอสซิลเป็นหลักจึงกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นวัตกรรม PALMGREASE” จาระบีชีวภาพจากน้ำมันปาล์มของไทย จึงถูกพัฒนาขึ้นในฐานะทางเลือกใหม่ที่ยกระดับน้ำมันปาล์มจากพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศสู่ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมูลค่าสูง พร้อมตอบโจทย์ทั้งด้านสมรรถนะของสารหล่อลื่นและเป้าหมายความยั่งยืนในระดับสากล

จากปาล์มน้ำมันสู่จาระบีชีวภาพ: ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตจาระบีชีวภาพ (Bio-based grease) จากน้ำมันปาล์มของไทยให้มีสมรรถนะเทียบเท่าจาระบีเชิงพาณิชย์ การพัฒนานี้ไม่ใช่เพียงนำน้ำมันพืชมาผสมเป็นสารหล่อลื่น แต่เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ในการออกแบบสูตรและโครงสร้างของจาระบี เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสมรรถนะการหล่อลื่นสูง มีความเสถียรทางเคมี และเหมาะสมต่อการใช้งานในสภาวะอุตสาหกรรม พร้อมคุณสมบัติการย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวทางอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Footprint) อย่างเป็นรูปธรรม

ความสำคัญของจาระบีในอุตสาหกรรม: จาระบีเป็นสารหล่อลื่นสำคัญที่ช่วยให้เครื่องจักรทำงานได้อย่างราบรื่น ตั้งแต่เครื่องจักรกลเกษตร เครื่องจักรก่อสร้าง ไปจนถึงระบบกลไกในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม จาระบีส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตจากน้ำมันแร่ (Mineral oil) ซึ่งเป็นทรัพยากรจากฟอสซิลที่มีจำกัด และมีคุณสมบัติย่อยสลายได้ยาก (Non-biodegradable) เมื่อเกิดการรั่วไหลระหว่างการใช้งาน สารหล่อลื่นเหล่านี้อาจตกค้างในดินหรือแหล่งน้ำเป็นเวลานานและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจากต่างประเทศ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงแนวโน้มมาตรฐานการค้าระดับสากลที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เช่น แนวทาง ESG (Environmental, Social, and Governance) กำลังมีบทบาทมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองหาทางเลือกของสารหล่อลื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

แนวทางการพัฒนาจาระบีชีวภาพ PALMGREASE: ENTEC สวทช. วางแนวทางการพัฒนาจาระบีชีวภาพเป็นลำดับขั้น เพื่อรองรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้งานทั่วไปไปจนถึงการใช้งานเฉพาะทาง ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Foundational Bio-Grease): มุ่งพัฒนาสูตรจาระบีพื้นฐานที่ยังไม่มีการปรับแต่งด้วยสารเติมแต่ง ให้มีลักษณะเป็นจาระบีอเนกประสงค์ และมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 713-2541
  • ระยะยกระดับ (High-Performance Bio-Grease): ต่อยอดการพัฒนาสูตรจาระบีให้มีสมรรถนะสูงขึ้นสำหรับสภาวะการทำงานที่มีภาระงานสูง โดยเพิ่มความสามารถในการรับแรงกด การยึดเกาะผิวโลหะ และความทนทานต่อความชื้นและการกัดกร่อน เพื่อรองรับการใช้งานในเครื่องจักรอุตสาหกรรมหนัก
  • ระยะพัฒนาเฉพาะทาง (Specialty Grade Bio-Grease): พัฒนาจาระบีสำหรับการใช้งานเฉพาะทางที่มีมูลค่าสูง เช่น จาระบีเกรดอาหาร (Food-grade grease) ที่สามารถใช้งานในกระบวนการผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัย แม้ในกรณีที่อาจเกิดการปนเปื้อนโดยไม่ได้ตั้งใจ

สมบัติและสมรรถนะของจาระบีชีวภาพ PALMGREASE: ทีมวิจัยได้ทดสอบสมบัติทางกายภาพและสมรรถนะการใช้งานของจาระบีชีวภาพ PALMGREASE ตามวิธีมาตรฐานสากล เพื่อประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานจริง โดยผลการทดสอบสำคัญประกอบด้วย

  • การย่อยสลายทางชีวภาพ: ผลการทดสอบตามวิธี OECD 301B แสดงว่าผลิตภัณฑ์สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้มากกว่า 60% ภายในช่วงเวลาการทดสอบ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ Readily Biodegradable
  • ความทนทานต่ออุณหภูมิ: มีค่าจุดหยด (Dropping Point) ประมาณ 197–198°C สูงกว่าค่าขั้นต่ำตามมาตรฐาน มอก. 713-2541 (180°C) สะท้อนถึงความสามารถของจาระบีในการคงสภาพภายใต้อุณหภูมิการทำงานที่ค่อนข้างสูง
  • ความสามารถในการต้านทานน้ำ: ค่าการชะล้างด้วยน้ำ (Water Washout) อยู่ในช่วงประมาณ 3–0.5 % แสดงถึงความสามารถของจาระบีในการยึดเกาะผิวโลหะและไม่ถูกชะล้างออกได้ง่ายเมื่อสัมผัสน้ำ
  • สมบัติด้านความปลอดภัยในการใช้งาน: มีค่าจุดวาบไฟ (Flash Point) ประมาณ 284°C บ่งชี้ถึงความเสถียรของผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยในการใช้งานในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูง

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืนระดับประเทศ: การก้าวจากน้ำมันปาล์มดิบสู่ PALMGREASE สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกที่ครอบคลุมทุกมิติ

  • มิติเศรษฐกิจ: สร้าง Demand ใหม่ให้กับปาล์มน้ำมันของไทย โดยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High value-added products) และขยายโอกาสการใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม
  • มิติสิ่งแวดล้อม: จาระบีชีวภาพที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เป็นทางเลือกของสารหล่อลื่นที่ช่วยลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม และลดความเสี่ยงของการสะสมสารเคมีที่ย่อยสลายยากในสิ่งแวดล้อม
  • มิติความยั่งยืน: การพัฒนาสารหล่อลื่นจากทรัพยากรชีวภาพภายในประเทศสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพและอุตสาหกรรมสีเขียว และสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีไทยในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

“การพัฒนา PALMGREASE เป็นตัวอย่างของการนำทรัพยากรชีวภาพของประเทศมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ดร.ปานชีวา อุดมทรัพย์

ข้อมูลโดย ดร.ปานชีวา อุดมทรัพย์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง ENTEC สวทช.
เรียบเรียงโดย สมชัย เมาไพร งานสื่อสารการวิจัย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย สมชัย เมาไพร
ภาพประกอบโดย สมชัย เมาไพร  ดร.ปานชีวา อุดมทรัพย์ และภาพจาก Generative AI

]]>
2026.03.14-08 ENTEC Leads OERC Delegation on Study Visit to Japan to Strengthen Energy Transition Readiness https://www.entec.or.th/th/2026-03-14-08-entec-leads-oerc-delegation-on-study-visit-to-japan-to-strengthen-energy-transition-readiness/ Tue, 17 Mar 2026 05:00:22 +0000 https://www.entec.or.th/?p=18892

ระหว่างวันที่ 8–14 มีนาคม 2569 ณ ประเทศญี่ปุ่น

ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้โครงการ “Capability Building for Energy Transition (2026)” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และขีดความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ของประเทศไทย ทั้งในด้านเทคโนโลยี นโยบาย และการกำกับดูแลระบบพลังงานสมัยใหม่

ในการนี้ คณะผู้บริหารจากสำนักงาน กกพ. นำโดย นายประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี รองเลขาธิการ และนางจิตมณี ทัพภะสุต ผู้ช่วยเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักวิจัยจาก ENTEC ได้แก่ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ดร.ลิลี่ เอื้อวิไลจิตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน และ ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส ได้ร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่น

อาทิ Uminonakamichi Nata Sea Water Desalination Center เพื่อศึกษาระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลและเทคโนโลยีพลังงานจากแรงดันออสโมซิส Fukuoka City Chubu Sewage Treatment Center เพื่อเรียนรู้ระบบบำบัดน้ำเสียและการใช้ประโยชน์พลังงานจากระบบสาธารณูปโภคเมือง International Institute for Carbon-Neutral Energy Research (I2CNER) มหาวิทยาลัย Kyushu เพื่อศึกษางานวิจัยด้านพลังงานคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต ตลอดจนเยี่ยมชม Carbon Neutrality Park ของ Mitsubishi Heavy Industries เพื่อเรียนรู้แนวคิดการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีไฮโดรเจน และ Genkai Nuclear Power Plant ของ บริษัท Kyushu Electric Power เพื่อศึกษาระบบความปลอดภัยและการบริหารจัดการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีพลังงาน การบริหารจัดการระบบพลังงาน และแนวทางการพัฒนาพลังงานสะอาดในระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรด้านพลังงานของไทย และสนับสนุนการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

]]>
2026.03.12 ENTEC Hosts JST NEXUS Y-tec Delegation for Laboratory Tour to Strengthen Transregional Biofuels Collaboration for Sustainable Transportation https://www.entec.or.th/th/2026-03-12-entec-hosts-jst-nexus-y-tec-delegation-for-laboratory-tour-to-strengthen-transregional-biofuels-collaboration-for-sustainable-transportation/ Mon, 16 Mar 2026 14:33:31 +0000 https://www.entec.or.th/?p=18873

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเยี่ยมชมสถานที่และห้องปฏิบัติการวิจัย ต้อนรับคณะพันธมิตรภายใต้โครงการ JST NEXUS Y-tec (Young Talents Exchange and Capacity Development Program): Transregional Biofuels Collaboration for Sustainable Transportation

กิจกรรมเยี่ยมชมครั้งนี้มี ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน พร้อมด้วย Dr. Yuji Yoshimura ดร.ตะวัน จำปีเจริญสุข ดร.อาทิตย์ จำปีเจริญสุข นายณยศ ศิริสูตร Mr. Pham Dinh Thao นายวรรธนะ เชาวน์สินธุ์ และนายภูริณัฐ รติพรเลิศ เป็นตัวแทน ENTEC จัดกิจกรรม การเยี่ยมชมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เยี่ยมชมพื้นที่โครงการนำร่อง ได้แก่ โครงการไบโอดีเซลคุณภาพสูง (H-FAME) โครงการวิจัยเกี่ยวกับไฮโดรเจน พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือด้านการวิจัยไฮโดรเจนและเทคโนโลยีสะอาดสำหรับภาคการขนส่งและพลังงาน

ในระหว่างการจัดกิจกรรม Dr. Yuji Yoshimura นักวิจัยเยี่ยมเยือนอาวุโส ได้นำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ไบโอดีเซล (FAME) และไบโอดีเซลพรีเมียม (H-FAME) ขณะที่นายณยศ ศิริสูตร ได้นำเสนองานวิจัยด้านการประเมินกระบวนการรีฟอร์มก๊าซชีวภาพเพื่อการผลิตไฮโดรเจน และ Mr. Pham Dinh Thao ได้นำเสนองานวิจัยด้านเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน

]]>
2026.03.11 ENTEC Hosts Kick-off Meeting for JST NEXUS Y-tec Project to Strengthen Transregional Biofuel Research Collaboration for Sustainable Transportation https://www.entec.or.th/th/2026-03-11-entec-hosts-kick-off-meeting-for-jst-nexus-y-tec-project-to-strengthen-transregional-biofuel-research-collaboration-for-sustainable-transportation/ Mon, 16 Mar 2026 14:21:52 +0000 https://www.entec.or.th/?p=18851

วันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม M119 อาคาร MTEC อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเปิดตัว (Kick-off Meeting) โครงการ “JST NEXUS Y-tec (Young Talents Exchange and Capacity Development Program): Transregional Biofuels Collaboration for Sustainable Transportation”

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ พร้อมด้วย ดร.ตะวัน จำปีเจริญสุข ดร.อาทิตย์ จำปีเจริญสุข และนายภูริณัฐ รติพรเลิศ เข้าร่วมในฐานะผู้แทน ENTEC ภายในงานมีการนำเสนอภาพรวมโครงการ การหารือแนวทางความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ ตลอดจนการวางแผนกิจกรรมความร่วมมือในอนาคตภายใต้โครงการ JST NEXUS Y-tec

โครงการ JST NEXUS Y-tec มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยเชื้อเพลิงชีวภาพในระดับข้ามภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในภูมิภาคเอเชีย การประชุมครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การหารือทิศทางการวิจัย และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และประเทศไทย

]]>
แลคโตยิปซัม ทางเลือกใหม่ของยิปซัมไทยในยุคทรัพยากรจำกัด https://www.entec.or.th/th/lactogypsum/ Mon, 16 Mar 2026 04:36:25 +0000 https://www.entec.or.th/?p=18814

ภายใต้แรงกดดันจากการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” จากการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติไปสู่การใช้ทรัพยากรทดแทนและการใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรม

ยิปซัมเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการผลิตแผ่นยิปซัมซึ่งมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยิปซัมธรรมชาติกำลังจะหมดลงในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ยิปซัมธรรมชาติของไทยเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพสูงอันดับต้นๆ ของโลก จึงควรรักษาไว้สำหรับการใช้งานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมชีวภาพโดยเฉพาะการผลิตกรดแลคติก กลับสร้างของเสียในรูปของ แลคโตยิปซัม ในปริมาณมหาศาล ซึ่งต้องใช้ต้นทุนสูงในการบำบัดก่อนกำจัด ของเสียชนิดนี้แม้จะมีองค์ประกอบทางเคมีใกล้เคียงกับยิปซัมธรรมชาติ แต่กลับมีข้อจำกัดสำคัญคือ กลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากสิ่งเจือปนอินทรีย์ ที่ไม่เพียงคงอยู่ในวัตถุดิบแต่ยังสามารถ “กลับคืนมาอีกครั้ง” ในขั้นตอนการผลิตแผ่นยิปซัม จึงยังคงต้องได้รับการพัฒนาก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์

นวัตกรรมไม่ได้หยุดอยู่ที่การหาวิธีลดกลิ่นเพียงชั่วคราว แต่เป็นการออกแบบกระบวนการวิจัยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. วิเคราะห์แลคโตยิปซัมในเชิงลึก ทั้งด้าน pH โครงสร้างผลึก ขนาดอนุภาค องค์ประกอบทางเคมี และสารที่ก่อให้เกิดกลิ่น ก่อนพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาในการลดกลิ่นของแลคโตยิปซัม พร้อมทดสอบกลิ่นที่อาจเกิดซ้ำหลังการเผาแลคโตยิปซัมเป็นปลาสเตอร์ และการผสมน้ำเพื่อเปลี่ยนปลาสเตอร์กลับสู่สภาพยิปซัมอีกครั้ง หัวใจสำคัญคือการใช้ Gas Chromatography เป็นเครื่องมือยืนยันเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อให้มั่นใจว่าวิธีที่พัฒนาขึ้นสามารถลดการเกิดกลิ่นในระหว่างกระบวนการผลิต และสามารถดับกลิ่นของแผ่นยิปซัมที่ผลิตได้อย่างถาวร  

ปัญหากลิ่นของแลคโตยิปซัมเกิดจากสารอินทรีย์ตกค้างจากกระบวนการหมัก เช่น น้ำตาล โปรตีน แบคทีเรีย ซึ่งเมื่อผ่านการเผาและผสมน้ำเพื่อขึ้นรูปเป็นแผ่น กลิ่นสามารถ “กลับมา” ได้อีก กระบวนการกำจัดกลิ่นจึงออกแบบให้แก้ที่ต้นเหตุ และทดสอบจนมั่นใจว่าไม่มีกลิ่นย้อนกลับในแผ่นยิปซัม

ดร.สุภาพร วันสม ทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. อธิบายว่าผลลัพธ์จากงานวิจัย คือการได้มาซึ่งวิธีการดับกลิ่นของแลคโตยิปซัมที่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนเหมาะสม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับอุตสาหกรรมได้จริง แลคโตยิปซัมที่ผ่านกระบวนการดับกลิ่นจากการวิจัยแล้วสามารถนำไปผลิตแผ่นยิปซัมประเภททั่วไปได้โดยไม่เกิดกลิ่นรบกวน และมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การผลิตปุ๋ยหรือสารปรับปรุงดิน การผลิตชอล์ก ปูนปลาสเตอร์ ปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ เช่น ไฟเบอร์ซีเมนต์ ฝ้าพิมพ์ลาย ฯลฯ เพื่อทดแทนยิปซัมธรรมชาติได้อีกด้วย นับเป็นการเปิดทางเลือกใหม่ให้กับผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม ส่วนด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผลงานนี้ช่วยลดปริมาณของเสียจากอุตสาหกรรมชีวภาพ ลดฝุ่นจากการทำเหมืองยิปซัมธรรมชาติ ในเชิงเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ของเสียอุตสาหกรรม และสร้างเสถียรภาพให้กับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้ยิปซัมเป็นวัตถุดิบ ขณะที่ในเชิงนโยบาย งานวิจัยยังสอดรับกับแนวคิด Bio–Circular–Green Economy (BCG) ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของประเทศ

งานวิจัยนี้สะท้อนบทบาทของ ENTEC สวทช. ในการเป็น “ตัวกลางทางเทคโนโลยี” ที่เชื่อมโยงโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างคำตอบที่ใช้งานได้จริง สามารถนำไปขยายผลในระดับโรงงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในอนาคตเมื่อแลคโตยิปซัมถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักได้อย่างแพร่หลาย อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทรัพยากรไม่ได้ถูกใช้เพียงครั้งเดียว แต่ถูกหมุนเวียนและเพิ่มคุณค่าอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยชิ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเพื่อดับกลิ่นเท่านั้น แต่คือการวางรากฐานของระบบอุตสาหกรรมที่เติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืน

ข้อมูลโดย ดร.สุภาพร วันสม ทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช.
เรียบเรียงโดย สมชัย เมาไพร งานสื่อสารการวิจัย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย สมชัย เมาไพร
ภาพประกอบโดย สมชัย เมาไพร  ดร.สุภาพร วันสม  และภาพจาก Generative AI

]]>
เส้นทางพลังงานใหม่ จากไบโอแก๊สสู่ไฮโดรเจน https://www.entec.or.th/th/from-biogas-to-hydrogen/ Fri, 13 Mar 2026 07:39:13 +0000 https://www.entec.or.th/?p=18749

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเร่งเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ไฮโดรเจนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหนักและการขนส่ง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่ “แหล่งที่มาของไฮโดรเจน” ซึ่งส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังผลิตจากก๊าซธรรมชาติและก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

คาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งชีวภาพ (Biogenic CO) เทียบกับ คาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil CO)

ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้ดำเนินงานวิจัยเพื่อศึกษาศักยภาพของการผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซชีวภาพ โดยใช้กระบวนการ Steam Methane Reforming (SMR) ร่วมกับปฏิกิริยา Water-Gas Shift (WGS) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฮโดรเจน พร้อมลดการปล่อยคาร์บอน และออกแบบระบบให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทอุตสาหกรรมของประเทศไทย

เปลี่ยนก๊าซชีวภาพให้เป็นพลังงานไฮโดรเจน

แม้ไฮโดรเจนจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาดเมื่อใช้งานปลายทาง แต่กระบวนการผลิตกลับยังเป็นต้นทางของการปล่อย CO₂ จำนวนมาก โดยเฉพาะวิธี SMR แบบดั้งเดิมที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ในขณะเดียวกันประเทศไทยมีของเสียชีวภาพจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรจำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพได้ แต่การใช้ประโยชน์ยังจำกัดอยู่ในรูปแบบการผลิตไฟฟ้าหรือความร้อนเป็นหลัก ENTEC สวทช. มองเห็นช่องว่างสำคัญระหว่าง “ทรัพยากรที่มีอยู่” กับ “เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต” จึงตั้งโจทย์วิจัยเพื่อหาคำตอบว่า จะสามารถยกระดับก๊าซชีวภาพจากพลังงานท้องถิ่น ไปสู่แหล่งผลิตไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพในระดับประเทศได้อย่างไร โดยไม่เพิ่มภาระต้นทุนหรือความซับซ้อนของระบบมากเกินไป

ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. อธิบายว่า หัวใจของงานวิจัยอยู่ที่การประยุกต์ใช้ก๊าซชีวภาพเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในกระบวนการผลิตไฮโดรเจน พร้อมการปรับสภาวะการทำงานของกระบวนการ SMR และ WGS อย่างเหมาะสม ทีมวิจัยมุ่งเน้นการออกแบบระบบที่ “ต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานเดิม” เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมได้จริง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบด้านคาร์บอน โดย CO₂ ที่เกิดจากก๊าซชีวภาพถูกจัดอยู่ในกลุ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพ (Biogenic CO₂) ซึ่งมีวงจรคาร์บอนที่ไม่ใช่คาร์บอนที่กักเก็บใต้ดินมานานเหมือนจากคาร์บอนฟอสซิล ส่งผลให้ไฮโดรเจนที่ผลิตได้มีความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า ถือเป็นการวางรากฐานให้กับไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ผลการศึกษาพบว่าระบบการผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซชีวภาพสามารถเพิ่มอัตราการผลิตและให้ผลผลิตในระดับที่แข่งขันได้กับกระบวนการผลิตแบบใช้ก๊าซธรรมชาติ ที่สำคัญคือสามารถลดการปล่อย CO₂ ต่อการผลิตไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมลงอย่างชัดเจน จากระดับมากกว่า 20 กิโลกรัม CO₂ เหลือเพียงช่วงประมาณ -26.5 ถึง 10 กิโลกรัม CO₂ ต่อกิโลกรัมไฮโดรเจน นอกจากมิติด้านเทคโนโลยี งานวิจัยยังสร้างผลกระทบเชิงระบบในหลายระดับ ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าให้ของเสียชีวภาพ การสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ไปจนถึงการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า หากได้รับการขยายผลในระดับอุตสาหกรรม จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ต่อยอดคุณค่าก๊าซชีวภาพ (Biogas) สู่การใช้งานที่หลากหลาย

“การพัฒนาพลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงการค้นหาเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการทำให้เทคโนโลยีนั้นตอบโจทย์ประเทศและนำไปใช้ได้จริง” แนวคิดนี้สะท้อนบทบาทของการทำวิจัยเชิงลึกควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในอนาคต ENTEC สวทช. ตั้งเป้าต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่การทดสอบระดับกึ่งอุตสาหกรรม การบูรณาการร่วมกับเทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์คาร์บอน (CCUS) รวมถึงการกำหนดแนวทางมาตรฐานของไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย งานวิจัยการผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซชีวภาพจึงไม่ใช่เพียงคำตอบทางวิทยาศาสตร์ แต่คือก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ระบบพลังงานสะอาดและยั่งยืนอย่างแท้จริง

ข้อมูลโดย ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน
                 กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช.
เรียบเรียงโดย สมชัย เมาไพร งานสื่อสารการวิจัย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย สมชัย เมาไพร
ภาพประกอบโดย สมชัย เมาไพร  ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ และภาพจาก Generative AI

]]>
2026.03.09 ENTEC Joins NSTDA Press Conference for NAC2026, Highlighting “Sustainable Economy through Science and Technology” to Drive Thailand toward a Low-Carbon Economy https://www.entec.or.th/th/2026-03-09-entec-joins-nstda-press-conference-for-nac2026-highlighting-sustainable-economy-through-science-and-technology-to-drive-thailand-toward-a-low-carbon-economy/ Tue, 10 Mar 2026 03:37:34 +0000 https://www.entec.or.th/?p=18692

วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2569 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในฐานะประธานจัดงานประชุมวิชาการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ทีมนักวิจัย สวทช. คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด และพันธมิตรเข้าร่วมแถลงข่าวการจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (Sustainable Economy through Science and Technology)

กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี งานดังกล่าวมุ่งเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้ (Ready-to-use) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในวันเปิดงาน วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

ในการนี้ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ร่วมแถลงข่าวและนำเสนอผลงานเด่น “H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียม เพื่อการขนส่งคาร์บอนตํ่า” ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพที่พัฒนาโดย ENTEC ร่วมกับพันธมิตรนานาชาติและภาครัฐ สามารถใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลได้ทันที (Drop-in fuel) ในรถบรรทุกหนักและเครื่องจักรกลที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลโดยไม่ต้องดัดแปลง

ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ นำเสนอว่า H-FAME เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition fuel) ด้วยคุณสมบัติที่มีเสถียรภาพเชิงออกซิเดชันสูง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่ง โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพิ่มเติม เหมาะสมกับช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดของประเทศอย่างยั่งยืนในบริบทภาคขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ENTEC ยังจัดกิจกรรมสัมมนาวิชาการไฮไลต์ในหัวข้อ “การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” ในวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 13.30 – 16.30 น. เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้กำหนดนโยบาย ภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม และนักวิจัย ในการผลักดันกลไกทางการเงินและนวัตกรรมที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย

ขอเชิญชวนผู้สนใจจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ระหว่างวันที่ 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

โดยสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป https://www.nstda.or.th/nac/2026/

]]>
2026.03.03 Dr. Pimpa Limthongkul Honored with Energy Changemaker Award at The Battery Show Asia 2026 https://www.entec.or.th/th/2026-03-03-dr-pimpa-limthongkul-honored-with-energy-changemaker-award-at-the-battery-show-asia-2026/ Mon, 09 Mar 2026 16:09:41 +0000 https://www.entec.or.th/?p=18674

ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ขอร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC และนายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ในโอกาสได้รับรางวัล Energy Changemaker Award จากเวที Women Leaders in Energy Awards 2026

รางวัลนี้มอบให้แก่ผู้นำสตรีที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งได้มีการประกาศรางวัลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 โดยจะมีพิธีมอบรางวัลดังกล่าวในงาน The Battery Show Asia 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–12 มีนาคม 2026 ณ Asia World-Expo เขตบริหารพิเศษฮ่องกง

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนบทบาทของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและระบบกักเก็บพลังงานในเวทีนานาชาติ

ขอบคุณภาพจาก: The Battery Show Asia (https://www.facebook.com/share/p/181mev3836/)https://www.facebook.com/share/p/181mev3836/)

]]>
2026.02.27 ENTEC, NSTDA Discusses Future Collaboration on Transport Decarbonization with ASEAN Centre for Energy (ACE) https://www.entec.or.th/th/2026-02-27-entec-nstda-discusses-future-collaboration-on-transport-decarbonization-with-asean-centre-for-energy-ace/ Mon, 02 Mar 2026 08:52:28 +0000 https://www.entec.or.th/?p=18619

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน พร้อมด้วย ดร.ตะวัน จำปีเจริญสุข และดร.อาทิตย์ จำปีเจริญสุข นักวิจัยทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน ได้ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับผู้แทนจากศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) ณ ห้องประชุม MP205 อาคาร MTEC Pilot Plant อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

การประชุมมุ่งเน้นการประเมินการหมุนเวียนยานพาหนะ (stock turnover) ในภาคการขนส่ง ควบคู่กับการผลักดันแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภูมิภาคอาเซียน โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสความร่วมมือในอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการวิจัยร่วมด้านการลดคาร์บอนในภาคขนส่ง และการพัฒนาแบบจำลองการหมุนเวียนยานพาหนะสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน

ENTEC และ ACE มีความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในการพัฒนาองค์ความรู้ มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติด้านพลังงานสะอาดของภูมิภาคอาเซียน โดย ENTEC มีบทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศร่วมจัดทำรายงาน ASEAN Energy Outlook (AEO)https://aseanenergy.org/publications/the-8th-asean-energy-outlookและคู่มือแนวทางการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและระบบนิเวศน์พลังงานสะอาดสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Guidebook for Accelerating ASEAN Climate Technology in the Energy Sector)https://aseanenergy.org/publications/the-guidebook-for-accelerating-asean-climate-technology-in-the-energy-sectorรวมถึงมีส่วนในโครงการด้าน Energy Resilience, Net Zero และการจัดทำ Roadmap บูรณาการ EV กับ Biofuel ภายใต้กรอบความร่วมมือของอาเซียนให้มีความเข้มแข็งและต่อเนื่องในอนาคต

 

 

]]>